top of page

Search Results

พบ 184 ผลลัพธ์เมื่อไม่ระบุค่าการค้นหา

โพสต์ในบล็อก (65)

  • ✈️ อัปเดตด่วน! การบินไทย (Thai Airways) ปรับนโยบายกระเป๋าครั้งใหญ่ เปลี่ยนจาก "น้ำหนัก" เป็น "จำนวนชิ้น" (เริ่มเที่ยวบิน มี.ค. 69)

    การบินไทยปรับนโยบายกระเป๋า สายเที่ยว สายบิน เตรียมตัวให้พร้อม! การบินไทย (Thai Airways) ประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายการโหลดสัมภาระใต้ท้องเครื่องครั้งสำคัญ โดยเปลี่ยนจากระบบเดิมที่คิดตาม "น้ำหนักรวม" (Weight Concept) มาเป็นระบบ "จำนวนชิ้น" (Piece Concept)  เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลกับใคร เมื่อไหร่ และเราจะได้โควตากระเป๋ากี่ใบ? bbag  สรุปประเด็นสำคัญมาให้แล้วครับ เช็คเลยก่อนจัดกระเป๋าทริปหน้า! 📅 เริ่มใช้เมื่อไหร่? กฎใหม่นี้เริ่มบังคับใช้สำหรับบัตรโดยสารที่เข้าเงื่อนไขดังนี้ครับ: วันที่จอง/ออกตั๋ว :  ตั้งแต่ 25 พฤศจิกายน 2568  เป็นต้นไป วันที่เดินทาง :  ตั้งแต่ 02 มีนาคม 2569  เป็นต้นไป ใครจองตั๋วช่วงนี้เพื่อบินปีหน้า ต้องดูตารางใหม่นี้เลย! 🌏 1. เส้นทางระหว่างประเทศ (International) Piece Concept Thai Airway 🇹🇭 2. เส้นทางภายในประเทศ (Domestic) สำหรับบินในประเทศ จำง่ายมากครับ "ได้คนละ 1 ชิ้น"  ทุกชั้นโดยสาร แตกต่างกันที่น้ำหนักครับ Royal Silk Class:  1 ชิ้น (32 กก.) Economy Class (ทุกประเภท):  1 ชิ้น (23 กก.) ⚠️ กฎเหล็กเรื่อง "ขนาด" ที่ห้ามลืม! อันนี้สำคัญมากสำหรับลูกค้า bbag! ในระบบ Piece Concept นอกจากน้ำหนักแล้ว "ขนาดของกระเป๋า" ก็เคร่งครัดขึ้น 👉 กระเป๋าทุกชิ้น ต้องมีขนาดรวม (กว้าง + ยาว + สูง) ไม่เกิน 158 ซม. (หรือ 62 นิ้ว) สรุปจาก bbag : การเปลี่ยนมาใช้ระบบ "จำนวนชิ้น" หมายความว่าเราไม่สามารถรวมน้ำหนักหลายๆ ใบเข้าด้วยกันได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ถ้าโควตาบอกว่า 1 ชิ้น 23 กก. แม้คุณจะมีกระเป๋าเล็กๆ 2 ใบที่น้ำหนักรวมกันไม่ถึง 23 กก. ก็ไม่สามารถโหลดฟรีได้ (ต้องจ่ายค่าน้ำหนักเกินใบที่ 2) Tips:  การมีกระเป๋าเดินทางที่ "น้ำหนักเบา" แต่ "จุของได้เยอะ" และมี "ขนาดได้มาตรฐาน (ไม่เกิน 158 ซม.)" จึงสำคัญมากๆ ในยุคนี้ เพื่อให้คุณใช้โควตาน้ำหนัก 23 หรือ 32 กก. ต่อใบได้อย่างคุ้มค่าที่สุด 🎒 มองหากระเป๋าเดินทางคู่ใจใบใหม่ที่ตอบโจทย์กฎการบินไทย แวะมาเลือกช้อปที่ bbag.co.th  ได้เลยครับ เราคัดมาให้แล้วว่าเป๊ะทุกใบ!

  • คู่มือฉบับสมบูรณ์: กระเป๋าเดินทาง 24 นิ้ว ขึ้นเครื่องได้ไหม? พร้อมเช็คกฎสายการบินยอดนิยม!

    กระเป๋าเดินทาง 24 นิ้ว ขึ้นเครื่องได้ไหม?  คำถามคลาสสิกที่นักเดินทางทุกคนต้องเคยสงสัย! คำตอบแบบรวดเร็วและชัดเจนคือ "ไม่ได้" ! กระเป๋าเดินทางขนาด 24 นิ้ว จัดเป็นขนาดกลาง ซึ่งใหญ่เกินกว่าข้อกำหนดของสัมภาระติดตัวที่นำขึ้นห้องโดยสาร (Carry-on) และจำเป็นต้องนำไป โหลดใต้เครื่อง (Check-in luggage) เสมอ ✈️ กระเป๋าเดินทางที่ "ขึ้นเครื่องได้" (Carry-on) ต้องขนาดเท่าไหร่? โดยทั่วไปแล้ว กฎมาตรฐานสากลและของสายการบินส่วนใหญ่กำหนดขนาดของสัมภาระที่สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องได้ (Carry-on) ไว้เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการจัดเก็บในช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ (Overhead Compartment) 📏 ขนาดมาตรฐานของกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (Carry-on) กระเป๋าเดินทางที่จะขึ้นเครื่องได้จะต้องมีขนาดอยู่ระหว่าง 20 นิ้ว ถึง 22 นิ้ว  เท่านั้น! ขนาดสูงสุด (รวมล้อและหูหิ้ว) การวัดมาตรฐานโดยประมาณ 20 นิ้ว 56 x 36 x 23 เซนติเมตร 22 นิ้ว 56 x 45 x 25 เซนติเมตร 💡  ข้อควรรู้:  น้ำหนักสูงสุดของกระเป๋า Carry-on  มักจะถูกจำกัดอยู่ที่ 7 ถึง 10 กิโลกรัม  เท่านั้น ซึ่งกระเป๋า 24 นิ้วที่ใส่ของเต็มแล้ว มักจะมีน้ำหนักเกินขีดจำกัดนี้ ดังนั้น หากคุณมี กระเป๋าเดินทาง 24 นิ้ว ไม่ว่าจะสวยงามขนาดไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถนำติดตัวขึ้นห้องโดยสารได้ ต้องนำไปโหลดใต้เครื่องบินเท่านั้น 🚫 ทำไม "กระเป๋าเดินทาง 24 นิ้ว" ถึงต้องโหลด? กระเป๋าเดินทาง 24 นิ้ว  (โดยเฉลี่ยมีขนาดประมาณ 60 x 40 x 25 เซนติเมตร) ถูกออกแบบมาสำหรับการเดินทางตั้งแต่ 5-7 วันขึ้นไป ซึ่งมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่สายการบินจะอนุญาตให้นำขึ้นเครื่องได้ ด้วยเหตุผลหลักๆ ดังนี้: ใหญ่เกินช่องเก็บสัมภาระ:  กระเป๋าขนาด 24 นิ้วไม่สามารถใส่เข้าไปในช่องเก็บของเหนือศีรษะได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดอันตรายจากการตกหล่นหรือกีดขวางทางเดิน น้ำหนักเกินกำหนด:  ด้วยความจุที่มากกว่า กระเป๋า 24 นิ้ว เมื่อใส่ของเต็ม มักจะมีน้ำหนักเกิน 10 กิโลกรัม ซึ่งเกินข้อจำกัดของสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ความคล่องตัวในห้องโดยสาร:  หากมีกระเป๋าขนาดใหญ่จำนวนมากบนเครื่อง จะทำให้การจัดเก็บและการอพยพกรณีฉุกเฉินเป็นไปได้ยากขึ้น 🎯 เช็คกฎการโหลดสัมภาระของสายการบินยอดนิยม (สำหรับกระเป๋า 24 นิ้ว) เมื่อกระเป๋า 24 นิ้วจำเป็นต้องโหลดใต้เครื่อง สิ่งที่คุณต้องเช็คต่อคือ น้ำหนักและจำนวนชิ้น  ที่สายการบินอนุญาตให้โหลดฟรี (Free Baggage Allowance) ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามชั้นโดยสารและเส้นทางการบิน สายการบิน น้ำหนักรวมสูงสุดที่โหลดฟรี (โดยประมาณ) หมายเหตุสำคัญสำหรับกระเป๋า 24 นิ้ว Thai Airways (การบินไทย) ชั้นประหยัด: 20-30 กก. (ขึ้นอยู่กับเส้นทาง) เป็นไปตามกฎสัมภาระโหลดใต้เครื่อง ขึ้นอยู่กับเส้นทางและชั้นที่นั่ง Thai Lion Air มีน้ำหนักสัมภาระโหลดฟรี (ตามเส้นทางที่กำหนด) กระเป๋า 24 นิ้ว มักจะอยู่ภายใต้น้ำหนักที่ซื้อเพิ่มหรือรวมในตั๋วแล้ว AirAsia ไม่มีสัมภาระโหลดฟรี (ต้องซื้อน้ำหนักเพิ่ม) สำคัญ:  ต้องซื้อน้ำหนักโหลดใต้เครื่องแยกต่างหาก (เริ่มต้นที่ 20 กก. หรือ 25 กก.) Nok Air มีสัมภาระโหลดฟรี 20 กก. (สำหรับ Nok X-tra) ขึ้นอยู่กับประเภทตั๋วที่ซื้อ ถ้าเป็นตั๋วถูกอาจต้องซื้อเพิ่ม VietJet Air ไม่มีสัมภาระโหลดฟรี (ต้องซื้อน้ำหนักเพิ่ม) สำคัญ:  ต้องซื้อน้ำหนักโหลดใต้เครื่องเพิ่ม ราคาขึ้นอยู่กับปริมาณและเวลาที่ซื้อ คำแนะนำจาก bbag :  สำหรับกระเป๋า 24 นิ้ว ให้เน้นการตรวจสอบ น้ำหนักสูงสุด  ที่คุณสามารถโหลดได้ และหากเป็นสายการบินโลว์คอสต์ (Low-Cost Airline) อย่าลืมซื้อน้ำหนักสัมภาระล่วงหน้า เพราะราคาจะถูกกว่าการซื้อที่หน้าเคาน์เตอร์เช็คอินมาก! ✅ สรุปและเคล็ดลับจาก bbag เพื่อให้ทริปของคุณราบรื่น: กระเป๋าเดินทาง 24 นิ้ว  ต้องโหลดใต้เครื่องเสมอ หากต้องการถือขึ้นเครื่อง ต้องใช้ กระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว  หรือเล็กกว่าเท่านั้น เช็คและซื้อ น้ำหนักสัมภาระ  ล่วงหน้า เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ว่าคุณกำลังมองหา กระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว  สำหรับทริปสั้นๆ หรือต้องการ กระเป๋า 24 นิ้ว  คุณภาพดี ทนทาน สำหรับการเดินทางหลายวัน bbag  มีกระเป๋าหลากหลายรุ่นที่ตอบโจทย์ทุกการเดินทางของคุณ คลิกดูสินค้าที่เราแนะนำด้านล่างได้เลย   🛍️ ช้อปเลย: กระเป๋าเดินทาง

  • "SSSS" บน Boarding Pass คืออะไร? ฝันร้ายที่นักเดินทางไม่อยากเจอ พร้อมวิธีรับมือด้วยกระเป๋าที่ใช่!

    SSSS คืออะไร เคยไหม? เช็คอินออนไลน์ไม่ผ่าน หรือพอได้ Boarding Pass มาแล้วเห็นตัวอักษร "SSSS" ตัวใหญ่ๆ พิมพ์อยู่บนตั๋ว ถ้าคุณเจอแบบนี้ บอกเลยว่า "ยินดีด้วย คุณคือผู้โชคดี!" แต่ความโชคดีนี้อาจจะมาพร้อมกับการต้องเสียเวลาเพิ่มอีกนิด เพราะนี่คือรหัสลับที่ทำให้การผ่านด่านตรวจสนามบินของคุณไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เช็คอินออนไลน์ไม่ผ่าน 🔍 SSSS คืออะไร? ทำไมต้องโดน? SSSS ย่อมาจาก Secondary Security Screening Selection พูดง่ายๆ คือคุณถูก "เลือก" ให้เข้ารับการตรวจค้นร่างกายและสัมภาระแบบละเอียดเป็นพิเศษ (มากกว่าคนอื่น 2-3 เท่า!) ซึ่งส่วนใหญ่จะเจอในเที่ยวบินที่เดินทางไปหรือกลับจากสหรัฐอเมริกา โดยหน่วยงาน TSA เป็นผู้กำหนด ทำไมเราถึงโดนสุ่ม?   หลายคนตกใจว่า "ฉันทำอะไรผิดหรือเปล่า?" จริงๆ แล้วสาเหตุมีตั้งแต่เรื่องบังเอิญไปจนถึงพฤติกรรมการจอง: ระบบสุ่ม (Random Selection) :  บางครั้งมันก็แค่ดวง เป็นระบบสุ่มมาเพื่อความปลอดภัยมาตรฐานสูง การจองตั๋วนาทีสุดท้าย :  ซื้อตั๋วกะทันหันก่อนบินไม่กี่วัน ตั๋วเที่ยวเดียว (One-way Ticket) :  การเดินทางแบบไม่มีตั๋วกลับมักถูกจับตามองเป็นพิเศษ ชำระเงินด้วยเงินสด :  ซึ่งปัจจุบันหาได้ยากแล้วสำหรับตั๋วเครื่องบิน ประวัติการเดินทาง :  หากคุณเคยไปประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ระบบอาจจะปักธงไว้ก่อน ⚠️ 5 สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณมี SSSS บนตั๋ว ถ้าเห็นโค้ดนี้ เตรียมใจไว้เลยว่าจะต้องเจอขั้นตอนเหล่านี้: เช็คอินออนไลน์ไม่ได้:  คุณต้องไปแสดงตัวที่เคาน์เตอร์เช็คอินเท่านั้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น การตรวจค้นร่างกายแบบละเอียด (Pat-down):  เจ้าหน้าที่จะขอตรวจค้นตัวแบบใกล้ชิดกว่าปกติ และอาจมีการใช้เครื่องตรวจวัตถุระเบิด รื้อกระเป๋าถือ (Carry-on):  เตรียมตัวจัดกระเป๋าใหม่ได้เลย เจ้าหน้าที่จะขอเปิดกระเป๋าเดินทางของคุณเพื่อตรวจเช็กของทุกชิ้นอย่างละเอียด ตรวจหาคราบระเบิด (Swab Test):  เจ้าหน้าที่จะใช้แผ่นสำลีเช็ดตามมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อเข้าเครื่องตรวจสารต้องห้าม ใช้เวลาที่ Gate นานกว่าคนอื่น:  แม้คุณจะผ่านด่านตรวจกลางมาแล้ว แต่หน้าประตูขึ้นเครื่อง (Gate) คุณอาจถูกเชิญไปตรวจซ้ำอีกรอบ กระบวนการนี้อาจกินเวลาเพิ่มขึ้น 15-30 นาที หรือมากกว่านั้น 💡   วิธีรับมือแบบมือโปร (Tips for Travelers) ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้อง "รับมือให้ง่ายที่สุด" การมีกระเป๋าเดินทางที่ดีจะช่วยลดความตึงเครียดได้เยอะมาก เผื่อเวลาอย่างน้อย 30-60 นาที :  อย่าชะล่าใจเดินช้อปปิ้งจนวินาทีสุดท้าย เพราะขั้นตอนนี้กินเวลาพอสมควร ใจเย็นและให้ความร่วมมือ :  ยิ่งคุณสุภาพและทำตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ กระบวนการจะจบลงเร็วขึ้นมาก (ยิ่งหงุดหงิด ยิ่งตรวจนานนะบอกก่อน!) เช็ค Redress Number :  ถ้าคุณโดน SSSS ทุกครั้งที่บิน คุณสามารถไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ของ TSA   DHS Traveler Redress Inquiry Program (DHS TRIP)  เพื่อขอหมายเลขยืนยันตัวตนพิเศษ (Redress Number) ให้ระบบเลิกสุ่มเจอคุณบ่อยๆ เลือกกระเป๋าแบบ "เปิดหน้า" (Front Opening) :  เวลาเจ้าหน้าที่ขอดูสัมภาระ แค่รูดซิปด้านหน้าแล้วเปิดออกได้ทันที ไม่ต้องกางกระเป๋าแผ่หลาให้คนอื่นเห็นของส่วนตัวทั้งหมด จัดระเบียบของเหลวและ Gadget ไว้ด้านหน้า : เลือกกระเป๋าที่มีช่องใส่ของด้านหน้าที่หยิบง่าย แนะนำให้เอา Power Bank หรือถุงใส่ของเหลวไว้ตรงนี้ พอโดนตรวจปุ๊บ หยิบโชว์ปั๊บ รวดเร็ว ไม่เสียเวลา ความคล่องตัวคือหัวใจ : ล้อลื่นๆ ของกระเป๋าเดินทางในร้าน bbag ช่วยให้คุณลากกระเป๋าไปมาระหว่างจุดตรวจได้แบบไม่เหนื่อยหอบ การเจอ SSSS อาจจะเป็นเรื่องน่ารำคาญ แต่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย และไม่ได้หมายความว่าคุณติด Blacklist แต่มันคือมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อให้ทุกคนบนเครื่องบินอุ่นใจ   ดังนั้น ถ้าเห็นรหัสนี้บนตั๋วครั้งหน้า แค่เผื่อเวลาและยิ้มรับการตรวจ  ถ้าเราเตรียมตัวมาดีและมีอุปกรณ์ที่ช่วยให้การตรวจค้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว อย่าง กระเป๋าเดินทางแบบเปิดฝาหน้า ฝันร้ายนี้ก็จะเป็นแค่เรื่องเล่าตื่นเต้นอีกเรื่องในทริปของคุณ!

ดูทั้งหมด
bottom of page